Dead Rising: Watchtower หนังซอมบี้ที่อาจไม่ได้สมบูรณ์แบบในเชิงงานสร้าง แต่มีจุดแข็งในด้านแนวคิดและการเล่าเรื่อง ตัวหนังพยายามขยายโลกของเกมให้มีมิติทางสังคมและการเมืองมากขึ้น การเลือกใช้นักข่าวเป็นตัวเอกช่วยให้เรื่องราวมีมุมมองของ “ผู้สังเกตการณ์” ที่ตั้งคำถามกับอำนาจรัฐได้อย่างชัดเจน ภาพยนตร์ซอมบี้ที่ดัดแปลงมาจากแฟรนไชส์เกมชื่อดังของ Capcom โดยเลือกหยิบประเด็นเรื่อง “ความจริงที่ถูกปกปิด” และ “ความล้มเหลวของระบบ” มาเป็นแกนหลักของเรื่องราว ภายใต้ฉากหลังของเมืองที่กำลังล่มสลายจากการระบาดของเชื้อซอมบี้ หนังไม่ได้เน้นเพียงแค่ความโหด ดิบ หรือฉากไล่ล่าเท่านั้น แต่ยังพยายามตั้งคำถามถึงศีลธรรม ความรับผิดชอบของรัฐบาล และการเอาตัวรอดของมนุษย์ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
คะแนนความสนุกหนังเรื่อง Dead Rising Watchtower (2015) เชื้อสยองแพร่พันธุ์ซอมบี้
คะแนนความสนุกหนังเรื่อง Dead Rising Watchtower (2015) เชื้อสยองแพร่พันธุ์ซอมบี้ หากวัดในแง่ความบันเทิงและความสนุก Dead Rising: Watchtower อยู่ในระดับ 7.5/10 เป็นหนังซอมบี้ที่ดูเพลิน ตื่นเต้น และมีแนวคิดที่น่าสนใจ แม้จะมีข้อบกพร่องบางประการ แต่ก็ยังถือว่าเป็นการดัดแปลงจากเกมที่ทำออกมาได้ดีกว่าที่หลายคนคาดหวัง
เนื้อเรื่องหนัง Dead Rising Watchtower (2015) เชื้อสยองแพร่พันธุ์ซอมบี้
Dead Rising Watchtower (2015) เชื้อสยองแพร่พันธุ์ซอมบี้ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาที่โลกเคยเผชิญกับการระบาดของเชื้อซอมบี้มาแล้วครั้งหนึ่ง รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ชั่วคราวด้วยยาต้านเชื้อที่เรียกว่า Zombrex ยาชนิดนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีคุณสมบัติในการชะลอการกลายพันธุ์ ทำให้ผู้ติดเชื้อยังคงมีสติและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมได้ตราบใดที่ได้รับยาต่อเนื่อง เมืองอีสต์มิสชันถูกกำหนดให้เป็นเขตกักกันสำหรับผู้ติดเชื้อ รัฐบาลอ้างว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม และยาต้านเชื้อมีเพียงพอสำหรับทุกคน ทว่าความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น
เชส คาร์เตอร์ นักข่าวอิสระที่เคยสูญเสียครอบครัวจากการระบาดครั้งก่อน ยังคงแบกรับความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดเอาไว้ เขาไม่เชื่อคำพูดของรัฐบาล และเชื่อว่ามีบางอย่างถูกปกปิดอยู่เบื้องหลังข่าวการควบคุมโรคอย่างสมบูรณ์แบบ เชสตัดสินใจร่วมมือกับแม็กกี้ ตากล้องสาวที่มีความมุ่งมั่นและกล้าหาญ ทั้งสองวางแผนลักลอบเข้าไปในเขตกักกัน เพื่อบันทึกภาพความจริงและนำเสนอให้โลกภายนอกได้รับรู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงภายในเมืองที่ถูกตัดขาดจากสังคมภายนอก
เมื่อทั้งคู่เข้าไปในเขตกักกัน ภาพแรกที่พวกเขาเห็นคือความสิ้นหวัง ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่ได้รับยาต้านเชื้อตามกำหนด หลายคนเริ่มแสดงอาการใกล้กลายพันธุ์ โรงพยาบาลชั่วคราวขาดแคลนทั้งบุคลากรและเวชภัณฑ์ ผู้คนแย่งชิงอาหาร น้ำ และยาด้วยความสิ้นหวัง ขณะที่ทหารและเจ้าหน้าที่รัฐพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยกำลัง ความตึงเครียดสะสมจนแทบจะปะทุขึ้นทุกวินาที
เชสเริ่มได้ข้อมูลจากผู้รอดชีวิตว่าการแจกจ่ายยาต้านเชื้อถูกลดปริมาณลงอย่างผิดปกติ บางคนไม่ได้รับยาเลยเป็นเวลาหลายวัน ส่งผลให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นซอมบี้อย่างต่อเนื่อง ผู้ติดเชื้อที่ยังมีสติอยู่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัว เพราะรู้ว่าหากพลาดเพียงครั้งเดียว พวกเขาจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ไร้ความคิดทันที ความจริงที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ยาต้านเชื้อถูกนำไปใช้ในเชิงการเมืองและธุรกิจมากกว่าการช่วยเหลือผู้คน
สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็วเมื่อการควบคุมภายในเขตกักกันล้มเหลว ผู้ติดเชื้อจำนวนมากกลายพันธุ์พร้อมกัน เกิดความโกลาหลไปทั่วเมือง ถนนเต็มไปด้วยฝูงซอมบี้กระหายเลือด เสียงกรีดร้องและเสียงปืนดังไม่ขาดสาย เชสและแม็กกี้ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางความโกลาหล ขณะเดียวกันพวกเขายังพยายามบันทึกภาพทุกอย่างเพื่อเป็นหลักฐาน
ระหว่างการหลบหนี ทั้งสองได้พบกับผู้รอดชีวิตกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยคนธรรมดาที่ไม่มีทักษะการต่อสู้ใด ๆ มากนัก แต่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด หนึ่งในนั้นคือคริสตัล หญิงสาวที่เคยเป็นผู้ติดเชื้อและต้องพึ่งพา Zombrex เพื่อมีชีวิตอยู่ เธอคือภาพสะท้อนของผู้คนจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของระบบที่ล้มเหลว การเดินทางของกลุ่มผู้รอดชีวิตไม่ใช่เพียงการหนีซอมบี้ แต่คือการหนีจากการตัดสินใจผิดพลาดของผู้มีอำนาจ
ในขณะที่ฝูงซอมบี้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ รัฐบาลตัดสินใจใช้มาตรการสุดโต่ง นั่นคือการเตรียมระเบิดเมืองทั้งเมืองเพื่อหยุดการแพร่กระจายของเชื้อ การตัดสินใจนี้ทำให้ผู้รอดชีวิตทุกคนมีเวลาเหลืออยู่อย่างจำกัด เชสต้องเลือกระหว่างการเผยแพร่ความจริงให้โลกได้รับรู้ กับการพาตัวเองและคนอื่นหนีออกจากเมืองให้ทันก่อนวันสิ้นโลกจะมาถึง
การบุกตะลุยฝูงซอมบี้กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หนังนำเสนอฉากแอ็กชันที่ดุดัน เลือดสาด และเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ตัวละครต้องใช้ทุกสิ่งที่หาได้เป็นอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันหรืออุปกรณ์ชั่วคราว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของแฟรนไชส์ Dead Rising ฉากการเอาตัวรอดไม่ได้สวยงามหรือเท่เกินจริง แต่เต็มไปด้วยความโกลาหล ความผิดพลาด และการสูญเสีย
สิ่งที่ทำให้ Dead Rising: Watchtower แตกต่างจากหนังซอมบี้ทั่วไป คือการเน้นให้เห็นว่าซอมบี้ไม่ใช่ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด แต่มนุษย์และการตัดสินใจของมนุษย์ต่างหากที่เป็นต้นเหตุของหายนะ ความโลภ ความกลัว และการปกปิดความจริง คือสิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อความจริงถูกเปิดเผยผ่านเลนส์กล้องของเชสและแม็กกี้ มันก็สายเกินไปสำหรับหลายชีวิต
ช่วงท้ายของเรื่องเต็มไปด้วยความกดดันและอารมณ์หนักหน่วง ผู้รอดชีวิตต้องเผชิญกับการสูญเสีย การเสียสละ และการตัดสินใจที่ไม่มีคำว่าถูกหรือผิดอย่างแท้จริง การหนีออกจากเมืองก่อนการระเบิดไม่ใช่ชัยชนะที่สวยงาม แต่เป็นเพียงการรอดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังของความล้มเหลวครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ
สรุปรีวิวหนัง Dead Rising Watchtower (2015) เชื้อสยองแพร่พันธุ์ซอมบี้
Dead Rising Watchtower (2015) เชื้อสยองแพร่พันธุ์ซอมบี้ หนังซอมบี้ที่ไม่ได้ขายแค่ฝูงผีดิบ แต่ขายความล้มเหลวของมนุษย์ในยามวิกฤต หนังสะท้อนให้เห็นว่าความจริงที่ถูกปกปิดอาจอันตรายยิ่งกว่าเชื้อไวรัสใด ๆ การเอาตัวรอดไม่ใช่แค่การหนีซอมบี้ แต่คือการหนีจากระบบที่ทอดทิ้งผู้คน หากคุณเป็นแฟนหนังซอมบี้ แฟนเกม Dead Rising หรือชอบเรื่องราวเอาตัวรอดในโลกที่ใกล้พังทลาย นี่คืออีกหนึ่งเรื่องที่ควรหามาดู และจะทำให้คุณตั้งคำถามกับคำว่า “ควบคุมได้” ไปอีกนานหลังหนังจบ






