ถ้าคุณเป็นสายต้องการความสมจริงหรือเนื้อเรื่องแน่น ๆ อาจรู้สึกว่า “ล้นไปหน่อย” เพราะหนังเน้นขายการ์ตูนล้วน ๆ Kill Zombie เป็นหนังซอมบี้คอมเมดี้จากเนเธอร์แลนด์ที่มาพร้อมกลิ่นอายความบ้าบอฮาแตกแบบไม่ต้องคิดมาก เน้นความป่วนของตัวละครมากกว่าสยองขวัญ เข้ากับสไตล์หนังซอมบี้เบาสมองที่ตั้งใจขายเสียงหัวเราะมากกว่าเลือดสาด เรื่องราวเกี่ยวกับก๊วนเพื่อนสุดเพี้ยนที่ต้องหาทางฝ่าดงซอมบี้ หลังจากจู่ ๆ ก็มีไวรัสปริศนาระบาดในเมือง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากแบบไม่ต้องปูเยอะ ทำให้หนังเดินหน้าเร็วและเต็มไปด้วยมุกตลกจังหวะเร็ว ๆ ตามสไตล์หนังคอมเมดี้ยุโรป
คะแนนความสนุกหนังเรื่อง Kill Zombie (2012) ก๊วนซ่าส์ ฆ่าซอมบี้
คะแนนความสนุกหนังเรื่อง Kill Zombie (2012) ภาพยนตร์แนวคอมเมดี้ซอมบี้จากประเทศเนเธอร์แลนด์ที่เปิดตัวในปี 2012 ผลงานกำกับของ Martijn Smits และ Erwin van den Eshof แม้จะไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ได้รับการพูดถึงในวงกว้างระดับนานาชาติเหมือนผลงานซอมบี้สายตลกจากอังกฤษอย่าง Shaun of the Dead แต่ก็ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนสไตล์เฉพาะของหนังยุโรปยุค 2010 ช่วงที่กระแสซอมบี้กำลังเฟื่องฟูสุดขีด ทั้งในภาพยนตร์ ซีรีส์ และวิดีโอเกม คะแนนความสนุกในเชิงภาพยนตร์ 7/10 เหมาะสำหรับผู้ชมที่ต้องการหนังคอมเมดี้ซอมบี้ที่เบาสมอง เน้นเสียงหัวเราะและความป่วน มากกว่าความลึกซึ้งของเนื้อหา
เนื้อเรื่องย่อหนัง Kill Zombie (2012) ก๊วนซ่าส์ ฆ่าซอมบี้
Kill Zombie (2012) ก๊วนซ่าส์ ฆ่าซอมบี้ ณ มุมหนึ่งของกรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองที่ดูเหมือนสงบสุขในภาพถ่าย แต่ในชีวิตจริงกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ ที่คนท้องถิ่นดูเหมือนจะชินชาไปเสียแล้ว เอซิซ ชายหนุ่มพนักงานออฟฟิศธรรมดาที่ไม่เคยโดดเด่นเรื่องใดเลยในชีวิตประจำวัน เขาเป็นคนที่มาทำงานตรงเวลาแต่ก็ไม่เคยสร้างผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ใส่เสื้อเชิ้ตที่รีดไม่ค่อยเรียบ กับใบหน้าที่เหมือนพร้อมจะยอมรับคำด่าจากใครก็ได้ตลอดเวลา และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตร เจ้านายของเขามักใช้อารมณ์มากกว่าสมอง น้ำเสียงต่อว่า แขวะ เหน็บแนมกลายเป็นเสียงประกอบประจำวันของที่ทำงานนี้
เอซิซเป็นชายหนุ่มที่ไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนที่โดนชีวิตบีบให้รู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีค่าอะไรมาก” จนบางครั้งเขาก็เชื่อมันไปเอง เขามักทำงานผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นไม่โทษตัวเองมากนัก แต่เขากลับรับทุกอย่างมารวมในใจจนหนักขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งหลังจากงานเอกสารถูกส่งผิดที่ผิดเวลา เจ้านายของเขาจึงระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างไร้ความยับยั้ง และด้วยความกดดันสะสม เจ้านายจึงตัดสินใจไล่เขาออกอย่างไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยว่าชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร
วันนั้นฝนโปรยลงมาเบาๆ เอซิซเดินออกจากออฟฟิศด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็รู้สึกเบาบางราวกับโซ่ตรวนถูกปลดออก เขาหัวเราะให้กับความซวยของตัวเองอย่างขมขื่น ก่อนตัดสินใจโทรหาเพื่อนสนิทสองคน คำที่พวกเขาบอกคือให้มาพบกันที่งานปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำ พวกเขาตั้งใจจะทำให้เอซิซลืมความเครียด แม้เพียงชั่วครู่ก็ตาม เมื่อมาถึงงานปาร์ตี้ บรรยากาศแตกต่างจากโลกที่เขาเพิ่งเดินออกมาอย่างสิ้นเชิง เสียงเพลง เสียงหัวเราะ กลิ่นบาร์บีคิว และคนเมาที่เดินไปมาอย่างอิสระ เป็นเหมือนโลกคู่ขนานที่ไร้ความกดดัน เพื่อนของเขาต้อนรับด้วยการตบหลังแรงๆ พร้อมเครื่องดื่มที่ยื่นให้ในทันที พวกเขาบอกให้เอซิซปล่อยใจและไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น ก่อนที่เขาจะเริ่มปล่อยตัวตามบรรยากาศ
ทว่าเรื่องราวดันพลิกผันอย่างไม่คาดคิด เมื่อกลุ่มเจ้าถิ่นในย่านนั้นไม่พอใจที่พวกเขาเผลอมาวุ่นวายแถวเต๊นท์ของตนเอง เหตุการณ์บานปลายอย่างรวดเร็ว ราวกับความซวยตั้งใจเดินตามเอซิซไม่หยุด เพียงแค่พูดผิดคำ หรือเหยียบขาใครเข้าไปนิดเดียว ทุกอย่างก็ถูกตีความว่าเป็นการท้าทาย จนสุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มาถึงในช่วงที่ทุกอย่างกำลังยุ่งเหยิง พวกเขาจับเอซิซและเพื่อนของเขาไปทั้งกลุ่มโดยไม่ฟังคำอธิบายใดๆ ปาร์ตี้ที่ควรเป็นที่พักใจของเขากลายเป็นเส้นทางตรงสู่ห้องขังอย่างไม่น่าเชื่อ ในคุกเล็กๆ ที่มีกลิ่นเหล็กและความอับชื้น พวกเขานั่งมองหน้ากันด้วยความเซ็งและอารมณ์ที่อัดอั้น แต่ที่น่าแปลกคือมีความตลกอยู่ไม่น้อย เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าชีวิตของตนมักดึงดูดเรื่องวุ่นๆ อยู่เสมอ การถูกจับเข้าห้องขังก็ไม่ใช่ครั้งแรกในชีวิตของบางคน แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของความโกลาหลที่ใหญ่กว่าที่เคยเจอทั้งหมด
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนในที่สุดก็มีการเคลื่อนไหวจากด้านนอก เสียงโวยวาย เสียงกระแทก และเสียงร้องที่ไม่เหมือนมนุษย์ ทำให้พวกเขาหยุดมองหน้ากันด้วยความกังวล เหล่าตำรวจที่เคยเดินผ่านหน้าห้องขังอย่างใจเย็นกลับหายไป ไม่มีเสียงการสนทนาปกติหลงเหลืออยู่ จากนั้นเสียงกรีดร้องสุดหลอนก็ดังขึ้นอีกครั้ง อีกทั้งยังตามด้วยเสียงโครมครามจากทางเดินด้านนอก เพื่อนของเอซิซเริ่มเอะใจและตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่มีใครตอบ ไม่กี่นาทีต่อมา ไฟบางดวงก็กระพริบและดับลง ทำให้ห้องขังถูกปกคลุมด้วยความมืดสลัว พวกเขารู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติอย่างร้ายแรง ราวกับโลกภายนอกกำลังถูกฉีกออกเป็นสองส่วน แต่พวกเขายังไม่กล้าแม้แต่จะเดาว่ามันคืออะไร
เมื่อพวกเขาเดินต่อไป ก็เห็นซอมบี้เดินเร่ร่อนอยู่ทั่ว ทุกตัวมีอาการแตกต่างกันไป แต่จุดร่วมคือดวงตาที่ไร้ชีวิต พวกมันเพียงต้องการกัดผสมกันเป็นฝูง เหล่าซอมบี้ดูเหมือนไม่มีเหตุผล ไม่สนใจอะไรนอกจากเสียงและกลิ่นของมนุษย์ มีบางตัวไล่ล่าคนที่ยังรอดซึ่งวิ่งกรีดร้องอยู่ห่างๆ โดยไม่มีใครช่วยได้ทัน เอซิซที่เคยคิดว่าการโดนไล่ออกคืองานหนักที่สุดในชีวิต ตอนนี้กลับยืนอยู่บนโลกที่ไม่มีงาน ไม่มีเจ้านาย และไม่มีความมั่นคงใดๆ ให้ยึดเหนี่ยว สิ่งที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวคือการเอาชีวิตรอดจากฝูงซอมบี้ที่ไม่มีวันหยุดพัก ความกลัว ความสับสน และความตื่นเต้นผสมกันเป็นหนึ่งเดียว เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะรอดไหม แต่ในใจลึกๆ ก็เกิดประกายความกล้าบางอย่างขึ้นมาอย่างประหลาด
จากคนที่ถูกด่าวันละสิบครั้ง ตอนนี้เขาต้องสู้เพื่อชีวิตของตัวเองและเพื่อนๆ และมันเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย มีสิ่งที่ต้องปกป้อง มีเหตุผลที่จะลุกขึ้นยืนและสู้ แม้จะไม่ได้เป็นฮีโร่เหมือนในหนัง แต่เขาก็พร้อมจะลองเป็นคนที่มีคุณค่าในโลกใบใหม่ที่ไร้กฎเกณฑ์นี้ พวกเขาเริ่มก่อตัวเป็นก๊วนกะทัดรัด กินของในร้านสะดวกซื้อที่ถูกทิ้งไว้ วิเคราะห์เส้นทางหลบซอมบี้ และตามหาผู้รอดชีวิตคนอื่น ซึ่งก็มีทั้งคนดีและคนเลวเช่นเดียวกับสังคมเก่า ความตลกขบขันยังคงเกิดขึ้นตลอดทาง เพราะนิสัยของแต่ละคนที่ไม่เหมาะกับโลกซอมบี้เลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยความโชคร้ายผสมโชคดี พวกเขาก็ก่อเกิดความกล้าขึ้นทีละนิดเหมือนการขัดเกลาที่โลกใหม่บังคับให้พวกเขาต้องเติบโต
พวกเขาพบว่าซอมบี้บางกลุ่มมีความไวต่อเสียง บางกลุ่มเคลื่อนไหวเร็วผิดปกติ และบางกลุ่มมีสัญญาณเหมือนกล้ามเนื้อผิดรูปซึ่งบ่งบอกว่าไวรัสอาจกลายพันธุ์ เอซิซเริ่มเป็นคนที่มองเห็นรายละเอียดและวิเคราะห์สถานการณ์ได้ดีขึ้น เขากลายเป็นแกนกลางของกลุ่มอย่างไม่ตั้งใจ เพื่อนๆ ก็เริ่มพึ่งพาเขา ทั้งในด้านความคิดและความกล้าที่เพิ่มขึ้นในแบบที่ไม่มีใครนึกว่าจะออกมาจากคนธรรมดาๆ แบบเขาตลอดเส้นทาง พวกเขาเจอทั้งความสูญเสีย ความหวัง ความสิ้นหวัง และความฮาอย่างไร้เหตุผล เหมือนโลกตั้งใจจะทดสอบมนุษย์ที่เหลืออยู่ แต่ยิ่งผ่านสถานการณ์มากเท่าไร เอซิซก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้น ราวกับโลกนี้ถูกสร้างมาเพื่อให้เขาได้เรียนรู้คุณค่าของตัวเองใหม่อีกครั้ง
ระหว่างที่พวกเขาเดินทางหาวิธีช่วยตัวเองและผู้รอดชีวิต พวกเขาพบว่าพื้นที่หนึ่งของเมืองถูกปิดล้อมโดยกองทัพและนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส แต่กลายเป็นว่าพื้นที่นั้นดันเป็นต้นเหตุของการแพร่เชื้อ พวกเขาถูกผลักให้ต้องเลือกว่าจะเสี่ยงเข้าไปในพื้นที่อันตรายเพื่อหาทางแก้ปัญหา หรือจะหนีไปหาความปลอดภัยโดยไม่สนใจอนาคตของเมือง สุดท้ายแล้วความเป็น “เอซิซคนเดิม” ที่มักเห็นแก่ผู้อื่น แม้ในวันที่เขายังเป็นพนักงานออฟฟิศห่วยๆ ก็ผลักดันให้เขาตัดสินใจช่วยเหลือผู้คนที่เหลืออยู่ พวกเขาจึงเดินหน้าเข้าสู่จุดอันตรายที่สุดของเมืองเพื่อตัดเชื้อที่ต้นตอ
ภายในพื้นที่นั้นพวกเขาพบทั้งซอมบี้กลายพันธุ์ เครื่องมือทดลองที่ถูกทำลาย และความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับไวรัสที่หลุดออกมาจากองค์กรลับที่ทำการทดลองผิดพลาด ทุกอย่างถาโถมใส่พวกเขาราวกับกำแพงความจริงกำลังพังลง และสิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือเวลาที่เหลือน้อยลงเรื่อยๆ เพราะไวรัสกำลังลามไปยังเมืองอื่น แอ็กชัน ความฮา ความวุ่นวาย ความโชคร้าย และความโชคดีสลับกันตลอดการเดินทางของก๊วนซ่าส์กลุ่มนี้ นำไปสู่การปิดฉากในแบบที่ทั้งบ้าบิ่น อเล็กซ์ เพื่อนของเขาอาจจะเผลอทำเรื่องงี่เง่า แต่ดันช่วยชีวิตทุกคนในวินาทีสำคัญ ส่วนเอซิซก็ได้พิสูจน์ว่าคนที่ดูห่วยในสายตาคนอื่น อาจกลายเป็นฮีโร่ในวันที่โลกต้องการที่สุด
สรุปรีวิวหนัง Kill Zombie (2012) ก๊วนซ่าส์ ฆ่าซอมบี้
Kill Zombie (2012) ก๊วนซ่าส์ ฆ่าซอมบี้ เรื่องราวของการตีความใหม่ที่เน้นการเดินทางเติบโตของชายหนุ่มธรรมดาที่คิดว่าตัวเองไม่มีค่า แต่เมื่อโลกถูกทำลาย เขากลับพบว่าชีวิตที่เคยดูแย่ที่สุดนั้นเป็นเพียงบทนำของการค้นพบความกล้าหาญในตัวเอง ผ่านความวุ่นวายสุดโต่งและก๊วนเพื่อนสุดซ่า พวกเขาพิสูจน์ว่าคนธรรมดาก็สามารถเป็นผู้รอดชีวิต เป็นผู้นำ และเป็นฮีโร่ในแบบของตัวเองได้ โลกซอมบี้จึงไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของคนที่ไม่เคยเชื่อในตัวเองมาก่อน






