หากพูดถึงซีรีส์ซอมบี้ระดับตำนานที่สร้างกระแสให้ผู้ชมทั้งโลกต้องอ้าปากค้าง “Kingdom Season 1” คือหนึ่งในผลงานที่ไม่เพียงแค่ “สนุก” แต่ยัง “เหนือระดับ” กว่าซีรีส์ซอมบี้ทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะมันผสมผสานกลิ่นอายประวัติศาสตร์เกาหลี โทนการเมืองในราชสำนัก ความกดดันอึดอัด และความโหดแบบเอาชีวิตรอดเข้าด้วยกันอย่างลงตัว จนเกิดเป็นความมันส์ที่หยุดดูไม่ได้
คะแนนความสนุกหนังเรื่อง Kingdom Season 1 (2019) ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด
คะแนนความมสนุกของหนังเรื่อง Kingdom Season 1 (2019) ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด ซีรีส์เกาหลีแนวซากศพคืนชีพผสานการเมืองย้อนยุคที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากผู้ชมทั่วโลก หากพูดถึง “ความสนุก” หรือ “ความน่าติดตาม” ของซีรีส์เรื่องนี้ ต้องบอกเลยว่าทำได้โดดเด่นในหลายมิติ ทั้งจังหวะเล่าเรื่อง ความระทึก ความสดใหม่ของแนวซอมบี้ และองค์ประกอบโปรดักชันที่มีคุณภาพสูงแบบภาพยนตร์
- ความระทึก ความลุ้น (9.5/10) Kingdom สร้างความรู้สึกกดดันได้ตั้งแต่ตอนแรก ด้วยการเปิดเผยปริศนาการกลับมาของพระราชาและการแพร่กระจายของเชื้อผีดิบที่รุนแรงแบบไม่ทันตั้งตัว สิ่งที่ทำให้ซีรีส์นี้โดดเด่นคือจังหวะเรื่องที่ไม่ยืด ทุกตอนมีเหตุการณ์สำคัญ, ความลุ้น, และ ฉากหนีผีดิบแบบกัดเละ ที่ทำให้ผู้ชมแทบหายใจไม่ทัน
- การแสดงและตัวละคร (9.3/10) นักแสดงนำอย่าง จูจีฮุน (เจ้าชายชาง) และ แบดูนา (ซอบี) ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะเจ้าชายที่ต้องทั้งเปิดโปงความจริงเกี่ยวกับพระราชา และปกป้องประชาชนจากภัยร้าย ตัวละครสมทบอย่าง คิมซังโฮ (มูยอง) และตระกูลโจ (ตัวร้ายทางการเมืองที่ทรงพลัง) ช่วยให้ความเข้มข้นของเรื่องเพิ่มขึ้นอีกระดับ
เนื้อเรื่องหนัง Kingdom Season 1 (2019) ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด
Kingdom Season 1 (2019) ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด ในยุคโชซอนที่เต็มไปด้วยความเปราะบางของโครงสร้างการเมือง ราชสำนักเกาหลีในขณะนั้นกำลังเผชิญกับสถานการณ์แย่งชิงอำนาจที่กำลังคุกรุ่นจนพร้อมจะปะทุเป็นไฟแห่งความบาดหมางระหว่างสองฝ่ายใหญ่ ฝ่ายหนึ่งคือองค์รัชทายาท อีชาง ผู้มีสายเลือดกษัตริย์โดยตรงและเป็นผู้มีสิทธิสืบบัลลังก์อย่างชอบธรรม แต่อีกฝ่ายคือ โจฮักจู ขุนนางผู้ทรงอำนาจที่สุดในราชสำนัก ผู้กุมกำลังทหารและอำนาจกฎหมายไว้ในมือ พร้อมผลักดันตระกูลของตนให้ขึ้นมามีอำนาจสูงสุด โดยมีองค์ราชินีซึ่งเป็นลูกสาวกำลังตั้งครรภ์อยู่เป็นหมากสำคัญในเกมการเมืองครั้งนี้
ข่าวลือเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ขององค์จักรพรรดิค่อย ๆ แพร่กระจายไปทั่วพระนคร ผู้คนเริ่มซุบซิบอย่างหวาดกลัวว่าประเทศกำลังจะตกอยู่ในภาวะไร้กษัตริย์ ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการก่อกบฏหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โจฮักจู ซึ่งยึดอำนาจแทบทั้งหมดไว้ในมือไม่ต้องการให้ตำแหน่งรัชทายาทตกไปอยู่ในมือของอีชาง เขาจึงต้องสกัดไม่ให้ข่าวลือดังกล่าวแพร่แพงออกไปไกลกว่านี้ ด้วยการจับกุมเหล่าบัณฑิตที่มีความใกล้ชิดกับองค์รัชทายาทมาสอบสวนอย่างโหดเหี้ยม เพื่อบีบบังคับให้สารภาพว่าเป็นผู้สร้างข่าวลือปลอม แต่ในความจริงแล้ว ความลับอันมืดดำที่ราชสำนักปกปิดไว้นั้นมีมากกว่าที่ผู้คนคิด เพราะสิ่งที่ปกปิดไว้นั้นไม่ได้เกี่ยวกับแค่การเมือง หากเกี่ยวข้องกับเรื่องสยองขวัญที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในแผ่นดินโชซอน
ในขณะที่ราชสำนักสร้างกำแพงแห่งความลับ องค์รัชทายาทอีชางกลับถูกกันออกจากพระราชวัง ไม่ได้รับอนุญาตให้พบพระบิดา และไม่สามารถตรวจสอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ เขาสงสัยว่ามีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับองค์จักรพรรดิ เพราะทั้งสนม ขุนนาง และหมอหลวงหลายคนให้ข้อมูลไม่ตรงกัน และไม่ยอมให้องค์รัชทายาทเข้าเฝ้าแม้แต่นิดเดียว ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมีอำนาจมืดบางอย่างอยู่เบื้องหลัง เพื่อตรวจสอบความจริง อีชางจึงตัดสินใจออกเดินทางสู่ศูนย์กลางเหตุการณ์ที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น นั่นคือคลินิกของแพทย์อีซึงฮี หมอหลวงผู้มีศักดิ์ศรีและเป็นหนึ่งในคนที่ได้รักษาองค์จักรพรรดิก่อนเกิดเหตุประหลาด ในการเดินทางครั้งนี้ อีชางมีเพียง มูยอง องครักษ์คนสนิทที่คอยติดตาม โดยทั้งสองต้องเดินทางในสภาพลับล่อเพราะเกรงว่าอำนาจของโจฮักจูจะหาทางขัดขวาง และอาจถึงขั้นสั่งสังหารหากเขาละเมิดกฎบางประการของราชสำนัก
เมื่อเดินทางไปถึงเมืองทงแน องค์รัชทายาทพบว่าคลินิกกลับว่างเปล่าและคนไข้ทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอย สิ่งที่พบคือกลิ่นอับของความตายและความเงียบสงัดที่ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความน่ากลัว จนทำให้เขาสงสัยว่าที่นี่ต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น เหลือเพียงพยาบาลสาว ซอบี ผู้เป็นลูกศิษย์ของแพทย์อีซึงฮี ซอบีเล่าว่าที่นี่เคยมีผู้ป่วยจำนวนมากถูกนำมารักษาจากโรคประหลาด แต่หลังจากองค์จักรพรรดิมาเยือน ทุกอย่างก็ค่อย ๆ แย่ลงจนกลายเป็นหายนะ ซอบีมีใบหน้าที่เคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความกังวล เธอยืนยันว่าผู้ป่วยทั้งหมดไม่ได้ตายจากโรคธรรมดา แต่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถอธิบายได้ เหล่าผู้ป่วยเหล่านั้นกลับฟื้นขึ้นมาในสภาพคล้ายศพเดินได้ หิวกระหายเนื้อคน และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจาก “สมุนไพรคืนชีพ” ซึ่งเป็นพืชลึกลับที่เชื่อกันว่าสามารถชุบชีวิตคนตายได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามทฤษฎี พืชดังกล่าวได้เปลี่ยนร่างมนุษย์ให้กลายเป็นผีดิบกระหายเลือด ผู้ที่ถูกกัดจะติดเชื้อและกลับกลายเป็นซอมบี้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้โรคระบาดขยายตัวอย่างรวดเร็ว
องค์รัชทายาทอีชางต้องต่อสู้กับความจริงอันโหดร้ายในทันที เมื่อค่ำคืนแรกในเมืองได้รับการพิสูจน์ว่าเหล่าศพที่คิดว่าตายสนิทได้ลุกขึ้นมาอย่างดุร้าย และเริ่มโจมตีผู้คนในหมู่บ้าน เขาและมูยองต้องอาศัยสติและทักษะการต่อสู้ในการเอาตัวรอดจากกลุ่มผีดิบที่กรูกันอย่างไม่หยุดหย่อน ในขณะเดียวกัน โจฮักจูที่ยังอยู่ในเมืองหลวงก็พยายามปกปิดความจริงเรื่องโรคระบาดนี้ เพราะเกรงว่าจะทำให้บ้านเมืองสั่นคลอนและทำให้แผนการสร้างอำนาจผ่านองค์ราชินีและบุตรในครรภ์ต้องพังทลาย สถานการณ์ในเมืองทงแนเลวร้ายลงทุกวัน ผู้คนเริ่มล้มตายมากขึ้น กลายเป็นผีดิบจำนวนมหาศาล อีชาง ซอบี และมูยองต้องรวมกลุ่มกับชาวบ้านที่รอดชีวิตเพื่อหาทางรับมือกับภัยพิบัติครั้งนี้ ร่างคนที่กลายเป็นผีดิบเคลื่อนไหวรวดเร็ว แข็งแรงผิดมนุษย์ และมีความหิวโหยที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ พวกเขากลัวแสงแดด จึงออกอาละวาดในเวลากลางคืนเท่านั้น ทำให้ชาวเมืองต้องใช้เวลากลางวันในการหลบหนี วางกับดัก และหาทางหนีออกจากทะเลซากศพที่เพิ่มขึ้นทุกคืน
องค์รัชทายาทซึ่งแม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่การเผชิญหน้ากับผีดิบจำนวนมากก็ทำให้เขาได้เรียนรู้ความจริงที่โหดร้ายว่าราชสำนักไม่ได้มีอำนาจมากพอที่จะควบคุมทุกสิ่ง เพราะในตอนนี้ สิ่งที่เขาต้องเผชิญไม่ใช่เพียงศัตรูทางการเมือง แต่เป็นหายนะระดับนรกที่ไม่มีมนุษย์คนไหนเคยพบเจอมาก่อน ความหวาดกลัวและการล้มตายของประชาชนทำให้อีชางตระหนักว่า เขามีหน้าที่ต้องปกป้องประชาชนมากกว่าจะคิดถึงตำแหน่งรัชทายาท ในอีกด้านหนึ่ง โจฮักจูยังคงสร้างภาพลวงตาให้ชาวเมืองหลวงเชื่อว่าทุกอย่างสงบเรียบร้อย โดยนำร่างองค์จักรพรรดิที่กลายเป็นผีดิบกลับไปขังในห้องลับ ปิดข่าวไว้อย่างแน่นหนา และใช้ร่างไร้สติของกษัตริย์เป็นเพียงข้ออ้างให้ตนยังคงเป็นผู้สำเร็จราชการสูงสุด องค์ราชินีซึ่งกำลังตั้งครรภ์ก็ถูกบงการให้ปิดห้องคลอดไว้ไม่ให้ใครเข้าออก เพราะเธอเองก็ต้องการให้บุตรในครรภ์เกิดออกมาเป็นชายเพื่อขึ้นครองบัลลังก์แทนองค์รัชทายาท
ขณะที่เหล่าผีดิบเริ่มกระจายตัวออกจากเมืองทงแนไปยังเมืองใกล้เคียง ความหวาดกลัวก็เพิ่มขึ้น ชาวเมืองเริ่มหนีตายอย่างไร้ทิศทาง องค์รัชทายาทอีชางต้องวางแผนรับมือครั้งใหญ่เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด เขารวบรวมชาวเมืองที่เหลืออยู่ พร้อมทั้งค้นหาวิธีฆ่าผีดิบเหล่านี้ให้สิ้นซาก ซอบีซึ่งเป็นผู้มีความรู้ด้านการแพทย์เริ่มสังเกตอาการของผีดิบและพบว่าโรคนี้มีจุดอ่อนสำคัญเกี่ยวกับอุณหภูมิ ทั้งหมดเริ่มเข้าใจว่าผีดิบกลัวความร้อนมากกว่าที่คิด และการเปลี่ยนแปลงของกลางวันกลางคืนทำให้พฤติกรรมของพวกมันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ระหว่างการเอาตัวรอด อีชางยังต้องรับมือกับการตามล่าอย่างไม่ลดละจากทหารของโจฮักจูที่ได้รับคำสั่งให้จับหรือสังหารรัชทายาทให้ได้ เพราะเขารู้ดีว่าหากอีชางสามารถนำฐานประชาชนและความจริงเรื่องโรคระบาดกลับไปถึงเมืองหลวงได้ อำนาจของเขาจะพังทลายลงทันที การไล่ล่านี้ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดยิ่งขึ้น เพราะอีชางต้องต่อสู้ทั้งกับผีดิบและมนุษย์ที่ต้องการปลิดชีวิตเขา
เมืองแต่ละเมืองที่อีชางเดินทางผ่านเต็มไปด้วยภาพศพกระจัดกระจาย ถนนร้าง ผู้คนหวาดกลัว และร่องรอยของการต่อสู้กับผีดิบ สถานการณ์ทวีความรุนแรงจนแทบไม่เหลือเมืองไหนที่ปลอดภัย การล่มสลายของบ้านเมืองที่เคยสงบกลายเป็นฉากอันน่าสยดสยองที่สะท้อนถึงความล้มเหลวของฝ่ายปกครองในการปกป้องประชาชน เมื่อองค์รัชทายาทพร้อมผู้รอดชีวิตบางส่วนมาถึงค่ายทหารแห่งหนึ่ง เขาพบว่ากองกำลังจำนวนมากถูกฆ่าตายจนหมด และเหลือเพียงเสบียงที่กระจัดกระจาย ทหารบางคนที่รอดชีวิตเล่าว่าโรคระบาดกำลังลุกลามเข้าใกล้เมืองหลวงมากขึ้นทุกวัน หากไม่มีการหยุดยั้ง มหานครโชซอนจะกลายเป็นนรกบนดิน
อีชางจึงตัดสินใจอย่างกล้าหาญว่าจะต้องบุกกลับไปยังเมืองหลวงเพื่อเปิดโปงโจฮักจูและช่วยประชาชนก่อนที่ความหวาดกลัวจะครอบงำทั้งแผ่นดิน เขาต้องเผชิญกับศัตรูทั้งสองฝ่าย คือผีดิบจำนวนมาก และขุนนางที่ต้องการกำจัดเขาเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง ระหว่างการเดินทางกลับเมืองหลวง กองคาราวานผู้รอดชีวิตต้องเผชิญกับฝูงผีดิบที่ไล่ตามมาตลอดทั้งคืน เสียงกรีดร้องและความวุ่นวายทำให้ทุกคนแทบขาดสติ แต่ด้วยความเป็นผู้นำของอีชาง ชาวเมืองก็เริ่มเชื่อมั่นในตัวเขามากขึ้น ในสายตาพวกเขา อีชางกลายเป็นความหวังสุดท้ายที่อาจช่วยให้แผ่นดินรอดพ้นจากภัยครั้งนี้
เมื่อเดินทางมาถึงเมืองหลวง อีชางพบว่าความจริงถูกปกปิดไว้หนาแน่นยิ่งกว่าที่คิด อาคารราชสำนักถูกอำนาจของโจฮักจูครอบงำจนหมดสิ้น พระราชวังเต็มไปด้วยการคุ้มกันเข้มงวด และไม่มีใครเชื่อว่ากษัตริย์ได้กลายเป็นผีดิบ การเปิดโปงความจริงจึงไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด อีชางต้องวางแผนร่วมกับผู้ภักดีที่เหลืออยู่ และพยายามนำหลักฐานว่าผีดิบมีอยู่จริงมาพิสูจน์ แต่ในขณะเดียวกันความเลวร้ายก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เพราะฝูงผีดิบจำนวนมหาศาลกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่กำแพงเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว เกราะป้องกันสุดท้ายของราชสำนักกำลังจะพังทลาย และทุกคนในพระนครกำลังตกอยู่ในอันตรายที่ไม่มีใครหลีกหนีได้
สถานการณ์ที่คล้ายวันสิ้นโลกนี้ทำให้การต่อสู้เพื่อแย่งชิงบัลลังก์ในราชสำนักกลายเป็นเรื่องเล็กไปถนัดตา เมื่อเทียบกับการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจากกองทัพผีดิบที่กำลังจะกวาดล้างมนุษยชาติไปทั้งประเทศ องค์รัชทายาทจึงต้องเข้าสู่บทบาทที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้สืบราชบัลลังก์ เขาต้องเป็นผู้นำของผู้รอดชีวิตทั้งหมด ในช่วงสุดท้ายของซีซัน 1 ความลับทั้งหมดของราชสำนักเริ่มเปิดเผยอย่างช้า ๆ ผู้ชมได้เห็นเบื้องหลังอันโหดร้ายของตระกูลโจที่ไม่เพียงปกปิดความจริงเรื่องโรคระบาด แต่ยังใช้สมุนไพรคืนชีพอย่างผิดวิธีเพื่อยืดอายุขององค์จักรพรรดิ ทั้งหมดนี้คือจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติระดับชาติที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ขณะเดียวกันลูกในครรภ์ขององค์ราชินีก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจพลิกสถานการณ์อำนาจทั้งราชสำนัก ทำให้องค์รัชทายาทต้องรีบหาทางยุติแผนชั่วร้ายนี้ก่อนที่จะสายเกินไป ซีซัน 1 จบลงด้วยฉากที่ผีดิบจำนวนมหาศาลกำลังบุกเข้าสู่เมืองหลวงอย่างดุเดือด ความหวังเดียวของประชาชนคือองค์รัชทายาทอีชางที่ต้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดิน แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม
สรุปรีวิวหนัง Kingdom Season 1 (2019) ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด
Kingdom Season 1 (2019) ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด หนึ่งในซีรีส์เกาหลีที่ทรงพลังที่สุดแห่งปี 2019 เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงซีรีส์ซอมบี้ธรรมดา แต่เป็นการผสมผสานระหว่างดราม่าการเมือง ความขัดแย้งในราชสำนัก และเหตุการณ์โรคระบาดที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ซีรีส์สื่อให้เห็นถึงความล่มสลายของอำนาจ เมื่อผู้มีอำนาจเลือกที่จะปกปิดความจริงเพื่อรักษาตำแหน่งของตนไว้แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งสะท้อนให้เห็นภาวะผู้นำที่แท้จริงขององค์รัชทายาทอีชาง ผู้ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังท่ามกลางความโกลาหล






